อีลอน มัสก์ รวยขึ้นวันเดียว 1 ล้านล้านบาท! หุ้นเทสลาพุ่ง 1 ล้านล้านเหรียญ

“อีลอน มัสก์” รวยอู้ฟู่เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาทในวันเดียวเนื่องจากราคาหุ้นของ “เทสลา” พุ่งขึ้นจนทำมูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก (ราว 33 ล้านล้านบาท)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าราคาหุ้นของเทสลาบริษัทผู้ผลิตรถพลังงานไฟฟ้าเจ้าใหญ่จากสหรัฐปรับขึ้นถึง12%เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 ต.ค.) ดันให้มูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก (ราว 33 ล้านล้านบาท)และยังทำให้ อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทรวยขึ้นในวันเดียว 1 ล้านล้านบาท

ราคาหุ้นที่ปรับพุ่งขึ้นนั้น เป็นผลมาจากข่าวที่ว่าบริษัทเฮิร์ทซ์(Hertz)บริษัทเช่ารถยนต์รายใหญ่ประกาศว่าจะทำการสั่งรถยนต์ของเทสลา มากกว่า100,000คันซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2022 หรือปีหน้าที่จะถึงนี้

โดย เฮิร์ทซ์ ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายมาเป็นกระแสและบริษัทจะมุ่งเข้าสู่การเป็นผู้ให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่สุดในสหรัฐ

ทั้งนี้ ยอดออเดอร์ดังกล่าวถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับยอดออเดอร์ทั้งปีของเทสลาซึ่งเมื่อปี 2020 เทสลา มีออเดอร์รวมทั้งปีอยู่ที่ 499,000 คัน

เทสลาถือว่าเป็นบริษัทที่6ที่มีมูลค่าบริษัทก้าวผ่าน1ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นของสหรัฐ โดยอีก 5 บริษัทนั้น ได้แก่

-บริษัท แอปเปิล 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 81 ล้านล้านบาท

-บริษัท ไมโครซอฟต์ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 76 ล้านล้านบาท

-บริษัทน้ำมันของซาอุดิอาราเบีย อารัมโก 2.0 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 66 ล้านล้านบาท

-บริษัทอัลฟาเบ็ตซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 61 ล้านล้านบาท

-บริษัท อะเมซอน 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 55 ล้านล้านบาท

นอกจากนั้นเว็บไซต์มาร์เก็ตวอชต์รายงานว่าจากมูลค่าบริษัทที่พุ่งขึ้นก็ทำให้เจ้าของบริษัทอย่างอีลอน มัสก์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นแตะ2.89แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 9.5 ล้านล้านบาท)หรือเพิ่มขึ้นในวันเดียวถึง 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) ภายในวันเดียวอีกด้วย

อย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมาราคาหุ้นของเทสลาได้ปรับลดลงไปเล็กน้อย 6.43 จุดหรือ 0.63% ไปอยู่ที่ 1,018.43 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 33,604.89 บาทต่อหุ้น

ทำไม? “Tesla” ถึงเป็นบริษัทยานยนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกทั้งที่เพิ่งก่อตั้งได้ 17 ปี

ถือเป็นข่าวในแวดวงยานยนต์ที่ฮือฮาและสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนในวงกว้างได้ไม่น้อยสำหรับเรื่องราวของบริษัทยานยนต์แห่งโลกอนาคต”Tesla”ที่มี”อีลอน มัสก์”นักธุรกิจสมองอัจฉริยะ เจ้าของฉายา “โทนี่ สตาร์ก แห่งโลกความจริง” นั่งบังเหียนบริหารอยู่

เนื่องจากเมื่อวันที่1กรกฏาคม2020ที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นในตลาดของTeslaพุ่งขึ้นสูงถึงหุ้นละ1,134ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีมูลค่าหุ้นรวมทั้งหมด 209,740 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.5 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Toyota ค่ายรถขวัญใจมหาชนจากประเทศญี่ปุ่นไปประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน Toyota จะกลับมาทวงบัลลังก์คืนได้อย่างทันท่วงทีก็ตาม

ถึงจะเป็นแชมป์ชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ โดยในปัจจุบันพวกเขายังคงรั้งอันดับ 2 ได้อย่างเหนียวแน่น แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ … ทำไมน่ะหรือ?ก็เพราะTeslaถือเป็นบริษัทน้องใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งถือกำเนิดมาได้เพียง 17 ปีเท่านั้นในขณะที่บริษัทคู่แข่งอื่นๆถือเป็น”เสือเฒ่า”ที่อยู่ในวงการนี้มาอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Toyota (82 ปี), Honda (71 ปี), Mercedes-Benz (94 ปี), BMW (104 ปี) และอีกมากมาย

คำถามคือทำไมบริษัทน้องใหม่ที่เพิ่งลงมาลุยในตลาดยานยนต์ได้เพียง 17 ปีถึงก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าในอุตสาหกรรมนี้ได้และถึงขั้นขึ้นไปเป็นเบอร์1แบบชั่วคราวได้เลยทีเดียว ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันที่ Main Stand

นักล่าฝันแห่งซิลิคอนวัลเลย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพลักษณ์ของอีลอน มัสก์นั้นช่างโดดเด่น มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและที่สำคัญคือเขามีพรสวรรค์อย่างมากในการทำให้สปอตไลท์สาดส่องลงมาที่ตัวเองตลอดเวลาจนทำให้หลายคนอาจจะเข้าใจไปว่าเขานี่แหละคือผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัท Tesla มาตั้งแต่วันแรก แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น

เรื่องราวของTeslaเริ่มต้นจากมาร์ตินอีเบอร์ฮาร์ดและมาร์ค ทาร์เพนนิง สองวิศวกรหนุ่มที่เข้ามาทำงานในซิลิคอนวัลเลย์ตั้งแต่ช่วงยุค90sพวกเขาได้รู้จักกันตอนที่ทำงานในบริษัทNuvoMediaก่อนที่จะเริ่มสนิทสนมกันเนื่องจากมีความสนใจหลายอย่างตรงกัน และหนึ่งในนั้นคือความฝันในการมีบริษัทยานยนต์เป็นของตัวเอง

“พวกเราเชื่อและอยากพิสูจน์ให้โลกเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้านั้นดีกว่ารถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมันเบนซิน” ปณิธานตั้งตนของทั้งคู่ ที่ในตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ นอกจากตัวพวกเขาเองที่เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

อีเบอร์ฮาร์ดและทาร์เพนนิง เริ่มต้นก่อตั้งTeslaขึ้นอย่างเรียบง่ายในปี2003ก่อนที่ในปีต่อมาพวกเขาจะรวบรวมความกล้าขอเข้าพบอีลอนมัสก์ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงหลังจากที่เพิ่งขาย Paypal แพลตฟอร์มจ่ายเงินออนไลน์ระดับโลกให้กับ eBay ไปในปี 2002

สาเหตุที่ต้องเป็น มัสก์ ก็เพราะย้อนกลับไปในปี 2001 ทั้งคู่เคยเข้าร่วมฟังการบรรยายของ มัสก์ในงานMars Societyและรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก … มัสก์ยังหนุ่มแน่น แต่กลับเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ที่ล้ำอนาคตเกินใคร ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงแอบมีความเชื่อมั่นลึกๆ ว่า มัสก์ น่าจะต้องเข้าใจความฝันและสิ่งที่พวกเขากำลังทำอย่างแน่นอน

ปรากฏว่าความเชื่อมั่นของอีเบอร์ฮาร์ดและทาร์เพนนิง นั้นถูกต้อง มัสก์รู้สึกสนใจการสร้างรถพลังไฟฟ้าลดการปล่อยมลพิษแห่งโลกอนาคตเป็นอย่างมาก เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วม Tesla ในปี 2004 ควบคู่ไปกับการเป็นผู้บริหาร SpaceX บริษัทสำรวจอวกาศที่เขานำเงินที่ได้จากการขาย Paypal มาเป็นทุน

“จริงๆแล้วผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ เกี่ยวกับ Tesla ก็ด้วยตั้งแต่จุดเริ่มต้นผมคิดว่ามันมีโอกาสประสบความสำเร็จเพียง 10% เท่านั้น”

“และในระหว่างทางเราก็เข้าใกล้ความล้มเหลวหลายต่อหลายครั้งดังนั้นผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะประสบความสำเร็จในตอนนั้นผู้คนคิดว่าการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าคือความโง่แบบยกกำลังสอง” มัสก์ เผยผ่าน Ride the Lightning:Tesla Motors Unofficial Podcast

สิ่งที่ มัสก์พูดนั้นไม่เกินความจริงเลยเนื่องจาก Tesla คือหนึ่งในบริษัทที่ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมามากที่สุด โดยอุปสรรคสำคัญที่พวกเขาต้องเผชิญคือ “ไม่รู้ว่า Tesla กำลังขายอะไร” เนื่องจากเหล่าผู้ก่อตั้งล้วนแต่เป็นหัวกะทิแห่งซิลิคอนวัลเลย์ การจะอธิบายวิสัยทัศน์อันซับซ้อนของพวกเขาให้คนทั่วไปได้เข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และกว่าที่ Tesla จะมีรถยนต์ของตัวเองออกมาวางจำหน่ายให้คนทั่วไปได้จับจองเป็นเจ้าของก็ปาเข้าในปี 2008 หรือ 5 ปีหลังจากก่อตั้ง

รถรุ่นดังกล่าวคือ”Roadster”รถสปอร์ต2ประตู รูปทรงโฉบเฉี่ยว ที่ใช้พื้นฐานจากรถสปอร์ตLotus Eliseขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องประสิทธิภาพความแรงของเครื่องยนต์ เนื่องจาก Roadster นั้นสามารถเร่งความเร็วได้เกิน 60 ไมล์/ชั่วโมง ภายในเวลาแค่ 3.9 วินาที

“มันไม่ใช่แค่รถยนต์แต่มันคือยานยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนท้องถนน” นิตยสาร Car and Driver แสดงความเห็นต่อ Roadster

หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรถคันแรกของบริษัทจึงเป็นรถสปอร์ตหรูเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จำกัด ไม่ใช่รถที่สามารถตีตลาดได้ในวงกว้าง คำถามนี้ อีลอน มัสก์ ได้ไขให้กระจ่างว่า

“เริ่มต้นจากการขายรถยนต์ที่เจาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงและจะนำเงินที่ได้จากตรงนั้นมาวิจัยพัฒนาเพื่อผลิตรถยนต์ที่ราคาถูกลงและเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ได้มากขึ้น”

แผนเรียบง่ายแต่กลับได้ผลเพราะหลังจากนั้นก็เป็นไปตามที่มัสก์ กล่าวจริงๆTesla เริ่มทยอยผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ราคาถูกลงเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นModel S, X, Yหรือ 3 ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของTeslaค่อยๆ ขยับเข้าใกล้คนทั่วไปลงเรื่อยๆ ไม่เหมือนในช่วงแรกที่ผู้คนยังมองว่าแนวคิดรถยนต์โลกอนาคตเป็นเรื่องไกลตัว

แต่อย่างที่บอกTeslaคือบริษัทแห่งการล้มลุกคลุกคลานการที่สินค้าในรูปรถยนต์ของพวกเขาเริ่มขายดีขึ้นมีปริมาณในท้องตลาดมากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้ลิ้มรสชาติแห่งความสำเร็จแบบทันทีทันใด ตรงกันข้าม Tesla ยังคงประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องติดต่อกันยาวนานนับ 10 ปี

“ผมจำเป็นต้องตรวจสอบรายการใช้จ่ายของTeslaทุกแผ่นทุกรายการบัญชีด้วยตัวเองมันอาจจะเป็นวิธีที่ฮาร์ดคอร์แต่มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ Tesla สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ประสบปัญหาทางการเงิน”

“Tesla จะตายไม่ได้ เพราะนี่คือบริษัทที่จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการขนส่งและพลังงานในอนาคต”มัสก์กล่าวกับSwisherถึงความยากลำบากในการบริหารให้ Tesla สามารถอยู่รอดผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้

พระเจ้ามอบรางวัลให้คนอดทนเสมอTesla ก็เช่นกัน หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาแห่งการลองถูกลองผิดมาได้สำเร็จในปี2019ก็เป็นปีแรกที่เลขงบประมาณประจำปีของบริษัทกลายเป็นสีเขียวเข้ามาอยู่ในแดนบวกได้เสียที ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงกลางปี 2020 มูลค่าในตลาดหุ้นของพวกเขาก็ทะยานแซงคู่แข่งคนอื่นๆ ครองบัลลังก์ราชาโลกยานยนต์ได้ชั่วระยะหนึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้น

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่ารถ Tesla อาจจะขายดีมากๆในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นสาเหตุให้มูลค่าของTeslaพุ่งสูงขึ้น แต่เมื่อนำยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี2019มากางดูก็จะพบกับความจริงที่น่าตกใจ

ถึงแม้ปี2019จะเป็นปีที่ Tesla มียอดขายสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาแต่มันก็แค่ 367,200 คันเท่านั้นเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับพี่ใหญ่Toyotaที่กวาดยอดขายกระจายไปถึง 10.46 ล้านคัน

ยอดขายต่างกันถึง 30 เท่า แต่ทำไมมูลค่าของ Tesla ถึงพุ่งเอาๆ จนมาทัดเทียมกันได้ล่ะ?

แบตเตอรี่ล้านไมล์

ย้อนกลับไปในปี 2019 เมื่อCATLบริษัทผลิตแบตเตอรี่ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนได้ออกมาประกาศว่าพวกเขากำลังผลิต”แบตเตอรี่รถยนต์ที่สามารถวิ่งได้มากกว่า1.2ล้านไมล์”ซึ่งถือว่าเป็นวัตกรรมที่ล้ำสมัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาแบตเตอรี่รถยนต์มีอายุขัยการใช้งานแค่ประมาณ 200,000 ไมล์หรือราว 320,000 กิโลเมตร เท่านั้นเอง

ในตอนแรกยังไม่ปรากฏว่าCATLผลิตขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อะไรหรือมีใครเป็นลูกค้า ก่อนที่ในภายหลังความจริงจะค่อยๆ กระจ่างว่า ลูกค้าของพวกเขาคือ Tesla นั่นเอง

จากข้อมูลเกี่ยวกับแบตเตอรี่ดังกล่าวที่มีการเปิดเผยออกมาไม่ใช่เรื่องแแปลกที่มันจะตกเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการยานยนต์เพราะนอกจากแบตเตอรี่รุ่นนี้จะสามารถวิ่งได้กว่า 1.2 ล้านไมล์ หรือประมาณ 1.93 ล้านกิโลเมตรแล้วมันยังสามารถชาร์จได้มากถึง 4,000-5,000 รอบ ในขณะที่แบตเตอรี่ปกตินั้นชาร์จได้แค่ประมาณ 1,300 รอบเท่านั้น และที่สำคัญคือมีราคาถูกลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“โคบอลต์” คือชื่อแร่ธาตุที่เป็นวัตถุสำคัญในการนำมาสร้างเป็นแบตเตอรี่รถยนต์เป็นแร่ธาตุที่ค่อนข้างหายากโดยแหล่งใหญ่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกทวีปแอฟริกาสวนทางกับความต้องการในตลาดที่มีค่อนข้างสูงดังนั้นโคบอลต์ จึงเป็นแร่ธาตุที่มีราคาค่อนข้างแพง ส่งผลโดยตรงต่อราคาแบตเตอรี่

อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่รุ่นใหม่จากTeslaนี้ตัดปัญหาเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแร่โคบอลต์อีกต่อไปเปลี่ยนมาเป็น”ลิเธียมไอออนฟอสเฟต”ซึ่งมีราคาต่ำกว่าแทน แต่ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีของ มัสก์ ร่วมกับ CATL สามารถทำให้มันกลายเป็นแบตเตอรี่ล้านไมล์แห่งโลกอนาคตได้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ถ้าการวิจัยพัฒนาแบตเตอรี่ล้านไมล์นี้ประสบความสำเร็จและสามารถวางขายแก่คนทั่วไปได้ ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้จะได้คือการประหยัดเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/กิโลวัตต์ เลยทีเดียวซึ่งจะถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ของแบตเตอรี่ในโลกอนาคตไปในทันที

ภาพฝันที่เริ่มชัดเจน

นอกจากเรื่องของแบตเตอรี่ล้านไมล์ที่เป็นเรื่องของอนาคตแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าของ Tesla พุ่งสูงชนิดฉุดไม่อยู่ก็เพราะ “ภาพฝันที่เคยดูเพ้อเจ้อ ตอนนี้เริ่มชัดเจนในความเป็นจริงแล้ว”

อย่างที่ อีลอน มัสก์ เคยบอกว่าย้อนกลับไปในปี2004เขาคิดว่าโอกาสที่Teslaจะประสบความสำเร็จมีเพียง 10% เท่านั้นผู้คนต่างหากันหัวเราะเยาะราวกับเป็นเรื่องเหลวไหลเมื่อพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าแต่ในตอนนี้ปี 2020 คนที่เคยหัวเราะในตอนนั้นอาจจะหัวเราะไม่ออกแล้ว เพราะเรื่องที่เคยดูเพ้อเจ้อกลับชัดเจนในความจริงขึ้นเรื่อยๆ

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของTeslaเริ่มมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลกการันตีด้วยยอดขาย 367,200 คันในปี 2019 และอาจมากถึง 500,000 คันในปี 2020(ความจริงแล้วยอดสั่งซื้อมีมากกว่ายอดจำหน่ายด้วยซ้ำ เพียงแต่กำลังการผลิตของ Tesla ยังไม่มากพอ)

ส่วนเรื่องที่เคยเป็นปัญหาอย่างเรื่องของการชาร์จแบตเตอรี่ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถติดตั้งเครื่องชาร์จเข้ากับกำแพงบ้านได้โดยเฉพาะคนที่อาศัยในคอนโดหรืออาพาร์ทเม้นท์ก็มีระบบ Supercharger Network เข้ามารองรับนอกจากนั้นTeslaก็ได้มีการขยายเขตของสถานีชาร์จไฟ(คล้ายกับปั๊มน้ำมันขนาดจิ๋ว)ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ตอนนี้ครอบคลุมถนนสำคัญแทบทุกสายแล้ว

รวมถึงเรื่องการเป็น “รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง”หรือFull Self-Drivingที่อาจจะเคยมีแค่ในภาพยนตร์ Tesla ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถทำได้จริง (ลองคิดดูว่า มีการสร้างภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ที่เล่นกับฟังก์ชั่นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองของ Tesla ออกมาแล้ว) ถึงแม้ว่าสำหรับการนำมาวิ่งในเมืองใหญ่อาจจะต้องพัฒนากันไปอีกสักระยะก็ตาม

นอกจากนั้นTeslaยังได้แสดงแสนยานุภาพด้วยการสร้างโรงงานShanghai Gigafactoryขึ้นในเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 864,885 ตารางเมตร ซึ่งจะช่วยยกระดับกำลังการผลิตที่มีปัญหามาโดยตลอดขึ้นไปอีกขั้น

“ในยุคที่จีนกับสหรัฐอเมริกากำลังเปิดสงครามการค้ากันแบบบ้าคลั่ง ถามหน่อยว่ามีบริษัทอเมริกันเข้าไปเปิดโรงงานที่จีนหรือเปล่า … ผมหมายถึงเปิดโรงงานของตัวเอง บริหารเอง จัดการทุกอย่างเอง 100% มันไม่มีหรอก Tesla ได้ทำสิ่งที่บ้าและไม่น่าเชื่อให้เกิดขึ้น” เจมส์ มอริส นักเขียนจาก Forbes แสดงความเห็น

ดังนั้นเมื่อย้อนกลับไปที่คำถามตั้งต้นของบทความนี้ “ทำไม Tesla ถึงเป็นบริษัทยานยนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกทั้งที่เพิ่งก่อตั้งได้ 17 ปี?”

คำตอบของมันซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องราวเทคโนโลยีแสนซับซ้อน … เป็นคำตอบที่แสนเรียบง่ายและครอบคลุมใจความทั้งหมด

ถึงแม้ในตอนนี้ยอดขายของ Tesla อาจจะยังเทียบค่ายรถยนต์อื่นๆ ไม่ติดฝุ่น แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ พวกเขาสำเร็จแล้วในการทำให้คนทั้งโลกเห็นภาพเดียวกัน มองเห็นอนาคตแบบเดียวกัน

ครั้งหนึ่งเรื่องราวของรถยนต์แห่งโลกอนาคตอาจจะเคยเป็นแค่ความฝันของมาร์ติน อีเบอร์ฮาร์ด, มาร์ค ทาร์เพนนิง, อีลอน มัสก์, และผู้ก่อตั้งTeslaคนอื่นๆแต่ตอนนี้มันคือความฝันของคนทั้งโลกแล้ว

และพวกเขาก็พร้อมจะลงทุนเพื่อซื้อความฝันนั้น เชื่อมั่นว่า Tesla จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้มันจะยังมาไม่ถึงก็ตาม ufa